ที่ปรึกษาด้านความฝัน

บทนำ

แนวคิดเรื่อง "ที่ปรึกษาความฝัน" กระทบสองคำถามเชิงคริสเตียนที่ลึกซึ้ง: พระเจ้าสามารถทรงพูดผ่านความฝันได้หรือไม่ และหากเป็นเช่นนั้น ศิษย์ควรรับและตีความประสบการณ์ดังกล่าวอย่างไร? ผู้เชื่อคริสเตียนจำนวนมากสงสัยเพราะพระคัมภีร์บันทึกทั้งความฝันที่มีความหมายและความฝันที่ไม่มีความหมาย อย่างไรก็ตาม พระคัมภีร์ไม่ใช่พจนานุกรมความฝัน; มันไม่ได้ให้รหัสเดียวแบบสากลเพื่อแปลภาพทุกภาพ แทนที่จะเป็นเช่นนั้น พระคัมภีร์จัดหารูปแบบเชิงเล่าเรื่อง ภาษาเชิงสัญลักษณ์ และหลักเทววิทยาที่ปั้นการแยกแยะของเรา แนวทางถ่อมใจที่ยึดพระคัมภีร์เป็นศูนย์กลางให้เกียรติทั้งความจริงที่ว่าพระเจ้าอาจทรงใช้ความฝันและอันตรายที่เท่าเทียมกันในการตีความผิดพลาด

สัญลักษณ์ในพระคัมภีร์

ตลอดพระคัมภีร์ ความฝันมักทำหน้าที่เป็นสื่อสำหรับการเปิดเผย คำสอน หรือคำเตือน เรื่องเล่าที่เป็นที่รู้จักหลายเรื่องแสดงให้เห็นว่าพระเจ้าทรงใช้ความฝันเพื่อเปิดเผยเหตุการณ์ในอนาคต ให้ความกระจ่างเกี่ยวกับการเรียกของบุคคล หรือให้คำชี้นำฉุกเฉิน พยานพยากรณ์ทางพระคัมภีร์เกี่ยวกับความฝันชี้ไปยังธีมเชิงเทววิทยาซ้ำเดิม: ความเป็นพระบรมราชาาของพระเจ้า ความจำเป็นของการตีความอย่างชาญฉลาด และความต้องการการยืนยันภายในชุมชนแห่งพันธสัญญา

Genesis 37:1-11

1และยาโคบอาศัยอยู่ในแผ่นดินที่บิดาของท่านเคยเป็นคนแปลกหน้า คือในแผ่นดินคานาอัน 2เหล่านี้เป็นพงศ์พันธุ์ทั้งหลายของยาโคบ โยเซฟ เมื่อมีอายุสิบเจ็ดปี กำลังเลี้ยงฝูงแพะแกะอยู่พร้อมกับพวกพี่ชายของเขา และเด็กหนุ่มนั้นอยู่กับบุตรชายทั้งหลายของบิลฮาห์ และกับบุตรชายทั้งหลายของศิลปาห์ ภรรยาทั้งหลายของบิดาของตน และโยเซฟได้นำเรื่องชั่วร้ายของพวกพี่ชายมารายงานบิดาของตน 3บัดนี้อิสราเอลรักโยเซฟมากกว่าบุตรทั้งหมดของท่าน เพราะเขาเป็นบุตรชายที่เกิดมาเมื่อท่านแก่แล้ว และท่านทำเสื้อหลากสีตัวหนึ่งให้เขา 4และเมื่อพวกพี่ชายของเขาเห็นว่าบิดาของพวกเขารักโยเซฟมากกว่าพี่ชายทุกคนของเขา พวกเขาก็เกลียดชังโยเซฟ และพูดกับเขาอย่างสันติไม่ได้ 5และโยเซฟได้ฝันความฝันหนึ่ง และเขาเล่าความฝันนั้นให้พวกพี่ชายของเขาฟัง และพวกพี่ชายยิ่งเกลียดชังเขามากขึ้น 6และโยเซฟกล่าวแก่พวกพี่ชายว่า “ข้าพเจ้าขอร้องพวกพี่ ขอฟังความฝันนี้ซึ่งข้าพเจ้าได้ฝันเห็น 7เพราะดูเถิด พวกเรากำลังมัดฟ่อนข้าวอยู่ในทุ่งนา และดูเถิด ฟ่อนข้าวของข้าพเจ้าตั้งขึ้น และยืนตรงด้วย และดูเถิด ฟ่อนข้าวของพวกพี่มายืนห้อมล้อม และกราบไหว้ฟ่อนข้าวของข้าพเจ้า” 8และพวกพี่ชายของเขากล่าวแก่เขาว่า “เจ้าจะปกครองเหนือพวกเราจริงหรือ หรือเจ้าจะมีอำนาจครอบครองเหนือพวกเราหรือ” และพวกพี่ชายก็ยิ่งเกลียดชังเขามากขึ้นอีกเพราะบรรดาความฝันของเขา และเพราะบรรดาคำพูดของเขา 9และเขาฝันความฝันอีก และเล่าความฝันนั้นให้พวกพี่ชายของเขาฟัง และกล่าวว่า “ดูเถิด ข้าพเจ้าฝันความฝันอีกครั้งหนึ่ง และดูเถิด ดวงอาทิตย์ และดวงจันทร์ และดวงดาวสิบเอ็ดดวงได้กราบไหว้ข้าพเจ้า” 10และเขาเล่าความฝันให้บิดาของเขาฟัง และให้พวกพี่ชายของเขาฟัง และบิดาของเขาก็ว่ากล่าวเขา และกล่าวแก่เขาว่า “ความฝันที่เจ้าได้ฝันเห็นนั้นมีความหมายว่าอะไร เรากับมารดาของเจ้าและพวกพี่ชายของเจ้าจะมาน้อมตัวลงถึงดินกราบไหว้เจ้าจริงหรือ” 11และพวกพี่ชายของเขาก็อิจฉาเขา แต่บิดาของเขาก็นิ่งตรองเรื่องนี้อยู่แต่ในใจ

Genesis 41:1-36

1และต่อมาเมื่อสิ้นสองปีเต็ม ฟาโรห์ทรงฝัน และดูเถิด พระองค์ทรงยืนอยู่ริมฝั่งแม่น้ำนั้น 2และดูเถิด มีวัวอ้วนพีและงามน่าดูเจ็ดตัวขึ้นมาจากแม่น้ำนั้น และพวกมันกินหญ้าอยู่ในทุ่งหญ้าแห่งหนึ่ง 3และดูเถิด มีวัวอีกเจ็ดตัวขึ้นมาตามหลังพวกมันออกจากแม่น้ำนั้น ซูบผอมและน่าเกลียด และยืนอยู่ข้างพวกวัวที่เหลือนั้นบนริมฝั่งแม่น้ำ 4และวัวที่ซูบผอมและน่าเกลียดได้กินวัวอ้วนพีและงามน่าดูเจ็ดตัวนั้นเสีย แล้วฟาโรห์ก็ตื่นบรรทม 5และพระองค์ก็บรรทมหลับไปและทรงฝันเป็นครั้งที่สอง และดูเถิด รวงข้าวเจ็ดรวงงอกขึ้นมาบนต้นข้าวต้นเดียว เป็นข้าวเมล็ดเต่งและงามดี 6และดูเถิด รวงข้าวเจ็ดรวง เป็นข้าวลีบและถูกพัดด้วยลมตะวันออก งอกขึ้นมาภายหลังพวกมัน 7และรวงข้าวลีบเจ็ดรวงนั้นได้กลืนกินรวงข้าวเมล็ดเต่งและงามดีเจ็ดรวงนั้นเสีย และฟาโรห์ก็ตื่นบรรทม และดูเถิด เรื่องนั้นเป็นความฝัน 8และต่อมาในเวลารุ่งเช้า พระทัยของพระองค์ก็เป็นทุกข์ และพระองค์ได้ส่งไปและเรียกบรรดาโหรของอียิปต์ และนักปราชญ์ทั้งสิ้นของที่นั่นมาเข้าเฝ้า และฟาโรห์ทรงเล่าความฝันของพระองค์ให้พวกเขาฟัง แต่ไม่มีผู้ใดสามารถแปลความหมายของความฝันเหล่านั้นถวายแด่ฟาโรห์ได้ 9แล้วหัวหน้าพนักงานเชิญถ้วยเสวยจึงทูลฟาโรห์ โดยทูลว่า “ข้าพระองค์ระลึกถึงความผิดพลั้งทั้งหลายของข้าพระองค์ได้วันนี้ 10ฟาโรห์ได้พระพิโรธต่อข้าราชการทั้งสองของพระองค์ และทรงจองจำข้าพระองค์ไว้ในคุกที่บ้านผู้บัญชาการทหารรักษาพระองค์ ทั้งข้าพระองค์กับหัวหน้าพนักงานทำขนมปัง 11และพวกข้าพระองค์ได้ฝันความฝันหนึ่งในคืนหนึ่ง ทั้งข้าพระองค์และเขา และข้าพระองค์ทั้งสองฝันไปตามการแปลความหมายของความฝันของตน 12และมีชายหนุ่มคนหนึ่งอยู่ที่นั่นด้วยกันกับข้าพระองค์ทั้งสอง เป็นชาติฮีบรู เป็นผู้รับใช้ของผู้บัญชาการทหารรักษาพระองค์ และข้าพระองค์ทั้งสองได้เล่าให้เขาฟัง และเขาก็แปลความหมายของความฝันของข้าพระองค์ทั้งสองให้ข้าพระองค์ทั้งสอง แต่ละคนตามความหมายของความฝันของตน เขาแปลความหมายให้ 13และต่อมาตามที่ชายหนุ่มคนนั้นได้แปลความหมายให้ข้าพระองค์ทั้งสองอย่างไร ก็เป็นไปอย่างนั้น คือฟาโรห์ทรงตั้งข้าพระองค์ไว้ในตำแหน่งเดิมของข้าพระองค์ และพระองค์ทรงแขวนคอเขาเสีย” 14แล้วฟาโรห์จึงส่งไปและเรียกโยเซฟมา และพวกเขาก็รีบไปเบิกตัวเขาออกมาจากคุกใต้ดิน และเขาโกนหนวดของตน และเปลี่ยนเสื้อผ้าของตน และเข้าเฝ้าฟาโรห์ 15และฟาโรห์ตรัสแก่โยเซฟว่า “เราฝันความฝันหนึ่ง และไม่มีผู้ใดสามารถแปลความหมายมันได้ และเราได้ยินว่ามีกล่าวถึงเจ้า ว่าเจ้าสามารถเข้าใจความฝันเพื่อแปลความหมายมันได้” 16และโยเซฟได้ทูลตอบฟาโรห์ โดยทูลว่า “การแปลความหมายของความฝันไม่ได้อยู่ที่ข้าพระองค์ พระเจ้าต่างหากจะประทานคำตอบอันเป็นสุขแด่ฟาโรห์” 17และฟาโรห์ได้ตรัสแก่โยเซฟว่า “ในความฝันของเรานั้น ดูเถิด เราได้ยืนอยู่ที่ริมฝั่งแม่น้ำ 18และดูเถิด มีวัวเจ็ดตัวขึ้นมาจากแม่น้ำ อ้วนพีและงามน่าดู และพวกมันกินหญ้าอยู่ในทุ่งหญ้าแห่งหนึ่ง 19และดูเถิด วัวอีกเจ็ดตัวตามขึ้นมาภายหลังพวกมัน ไม่งามและน่าเกลียดมากและซูบผอม แบบที่เราไม่เคยเห็นเลยในแผ่นดินอียิปต์ทั้งสิ้นในเรื่องความแย่ 20และวัวที่ซูบผอมและไม่งามนั้นได้กินวัวอ้วนพีเจ็ดตัวแรกนั้นเสียหมด 21และเมื่อพวกมันได้กินพวกแรกนั้นหมดแล้ว หามีใครรู้ว่าพวกมันได้กินพวกแรกเข้าไปไม่ แต่พวกมันยังผอมอยู่เหมือนแต่ก่อน แล้วเราก็ตื่นขึ้น 22และเราได้เห็นในความฝันของเรา และดูเถิด รวงข้าวเจ็ดรวงงอกขึ้นมาบนต้นข้าวต้นหนึ่ง เป็นข้าวเมล็ดเต่งและงามดี 23และดูเถิด รวงข้าวเจ็ดรวง เป็นข้าวเหี่ยว ลีบ และถูกพัดด้วยลมตะวันออก งอกขึ้นมาภายหลังพวกมัน 24และรวงข้าวลีบนั้นได้กลืนกินรวงข้าวดีเจ็ดรวงนั้นเสีย และเราได้เล่าความฝันนี้ให้พวกโหรฟัง แต่ไม่มีใครสามารถอธิบายให้เราฟังได้” 25และโยเซฟทูลฟาโรห์ว่า “ความฝันของฟาโรห์เป็นความฝันอันเดียวกัน พระเจ้าได้ทรงสำแดงให้ฟาโรห์ทราบถึงสิ่งที่พระองค์จะทรงกระทำในไม่ช้า 26วัวอ้วนพีเจ็ดตัวนั้นคือเจ็ดปี และรวงข้าวดีเจ็ดรวงนั้นก็คือเจ็ดปี ความฝันนี้เป็นอันเดียวกัน 27และวัวซูบผอมและน่าเกลียดเจ็ดตัวที่ขึ้นมาภายหลังพวกมันคือเจ็ดปี และรวงข้าวเจ็ดรวงลีบที่ถูกพัดด้วยลมตะวันออกนั้น จะเป็นเจ็ดปีแห่งการกันดารอาหาร 28นี่เป็นสิ่งซึ่งข้าพระองค์ได้ทูลฟาโรห์ คือสิ่งที่พระเจ้าจะทรงกระทำในไม่ช้า พระองค์จึงทรงสำแดงแก่ฟาโรห์ 29ดูเถิด จะมีเจ็ดปีแห่งความอุดมสมบูรณ์ทั่วแผ่นดินอียิปต์ทั้งสิ้น 30และหลังจากปีเหล่านั้นจะบังเกิดเจ็ดปีแห่งการกันดารอาหาร และความอุดมสมบูรณ์ทั้งสิ้นจะถูกลืมเสียในแผ่นดินอียิปต์ และการกันดารอาหารจะล้างผลาญแผ่นดิน 31และความอุดมสมบูรณ์นั้นจะไม่เป็นที่ทราบเลยในแผ่นดินนี้ เพราะเหตุการกันดารอาหารที่ตามมาภายหลัง ด้วยว่าการกันดารอาหารนั้นจะรุนแรงยิ่งนัก 32และเพราะเหตุนั้นความฝันนี้จึงถูกให้แก่ฟาโรห์สองหน นี่เป็นเพราะว่าสิ่งนั้นถูกกำหนดไว้โดยพระเจ้าแล้ว และพระเจ้าจะทรงให้บังเกิดขึ้นในไม่ช้า 33เพราะฉะนั้นบัดนี้ ขอฟาโรห์หาชายคนหนึ่งที่มีความคิดดีและมีปัญญา และตั้งคนนั้นให้อยู่เหนือแผ่นดินอียิปต์ 34ขอฟาโรห์ทำดังนี้ และให้คนนั้นแต่งตั้งบรรดาพนักงานให้อยู่เหนือแผ่นดิน และเก็บผลหนึ่งในห้าส่วนของแผ่นดินอียิปต์ไว้ในเจ็ดปีที่อุดมสมบูรณ์นั้น 35และให้คนเหล่านั้นเก็บรวบรวมอาหารทั้งหมดในปีอันดีเหล่านั้นที่จะมาถึง และสะสมข้าวใต้พระหัตถ์ของฟาโรห์ไว้ และให้คนเหล่านั้นเก็บอาหารไว้ในนครต่าง ๆ 36และอาหารนั้นจะได้เป็นเสบียงสำรองแก่แผ่นดินสำหรับเจ็ดปีแห่งการกันดารอาหาร ซึ่งจะเกิดขึ้นในแผ่นดินอียิปต์ เพื่อแผ่นดินจะไม่พินาศเสียไปเพราะการกันดารอาหารนั้น”

Daniel 2:1-49

1และในปีที่สองแห่งรัชกาลของเนบูคัดเนสซาร์ เนบูคัดเนสซาร์ได้ทรงฝันหลายเรื่อง โดยที่พระทัยของพระองค์ก็เป็นทุกข์ และการบรรทมของพระองค์ก็พรากไปจากพระองค์ 2แล้วกษัตริย์จึงทรงบัญชาให้เรียกพวกโหร และพวกหมอดู และพวกนักวิทยาคม และชนเคลเดียเพื่อสำแดงความฝันเหล่านั้นของพระองค์แก่พระองค์ ดังนั้นเขาทั้งหลายจึงมาและเข้าเฝ้ากษัตริย์ 3และกษัตริย์ตรัสกับพวกเขาว่า “เราได้ฝันความฝันหนึ่ง และจิตใจของเราก็เป็นทุกข์ เพื่อจะทราบความฝันนั้น” 4แล้วชนเคลเดียจึงกราบทูลกษัตริย์เป็นภาษาของคนซีเรียว่า “โอ ข้าแต่กษัตริย์ ขอทรงพระเจริญเป็นนิตย์ ขอทรงเล่าความฝันนั้นให้แก่พวกผู้รับใช้ของพระองค์ แล้วเหล่าข้าพระองค์จะแสดงการแปลความหมายนั้น” 5กษัตริย์ทรงตอบและตรัสกับชนเคลเดียว่า “ความฝันนั้นหายไปจากเราแล้ว ถ้าพวกเจ้าจะไม่ให้เรารู้ความฝันนั้น พร้อมการแปลความหมายของมัน พวกเจ้าจะถูกหั่นเป็นชิ้น ๆ และบ้านเรือนของพวกเจ้าจะถูกทำให้เป็นกองขยะ 6แต่ถ้าพวกเจ้าสำแดงความฝันนั้นและการแปลความหมายของมันให้เรา พวกเจ้าจะได้รับบรรดาของขวัญ และรางวัลทั้งหลาย และเกียรติยศใหญ่ยิ่งจากเรา ฉะนั้นจงสำแดงความฝันนั้นให้เรา และการแปลความหมายของความฝันนั้น” 7พวกเขาตอบอีกและกราบทูลว่า “ขอกษัตริย์เล่าความฝันนั้นแก่พวกผู้รับใช้ของพระองค์ และเหล่าข้าพระองค์จะแสดงการแปลความหมายของมัน” 8กษัตริย์ทรงตอบและตรัสว่า “เรารู้เป็นแน่แล้วว่า พวกเจ้าพยายามจะถ่วงเวลาไว้ เพราะพวกเจ้าเห็นว่าความฝันนั้นไปจากเราแล้ว 9แต่ถ้าพวกเจ้าจะไม่ให้เรารู้ความฝันนั้น ก็มีคำตัดสินสำหรับพวกเจ้าอยู่ข้อเดียว เพราะพวกเจ้าได้เตรียมบรรดาถ้อยคำมุสาและทุจริตที่จะพูดต่อหน้าเรา จนกว่าเวลาจะถูกเปลี่ยนแปลงไป เพราะฉะนั้นพวกเจ้าจงบอกความฝันนั้นแก่เรา และเราจะรู้ว่าพวกเจ้าสามารถแสดงการแปลความหมายของความฝันนั้นให้เราได้” 10ชนเคลเดียจึงทูลตอบต่อพระพักตร์กษัตริย์ และกราบทูลว่า “ไม่มีมนุษย์คนใดบนแผ่นดินโลกที่สามารถสำแดงเรื่องของกษัตริย์ได้ เพราะฉะนั้นไม่มีกษัตริย์ เจ้านายหรือผู้ปกครองคนใดที่ไต่ถามสิ่งเหล่านี้จากโหร หรือหมอดู หรือชนเคลเดียคนใด 11และสิ่งนี้เป็นสิ่งหายากที่กษัตริย์ทรงต้องการ และไม่มีผู้ใดอื่นที่สามารถสำแดงเรื่องนี้ต่อพระพักตร์กษัตริย์ได้ เว้นแต่พวกพระ ผู้ซึ่งมิได้อาศัยอยู่กับเนื้อหนัง” 12ด้วยเหตุนี้กษัตริย์จึงทรงโกรธและเดือดดาลมาก และรับสั่งให้ทำลายพวกนักปราชญ์ทั้งหมดแห่งกรุงบาบิโลนเสีย 13และพระราชกฤษฎีกาจึงได้ถูกประกาศไปว่า พวกนักปราชญ์เหล่านั้นควรถูกฆ่าเสีย และพวกเขาจึงเสาะหาดานิเอลและพรรคพวกของท่านเพื่อจะฆ่าเสีย 14แล้วดานิเอลก็ตอบด้วยการแนะนำและสติปัญญาต่ออารีโอคหัวหน้าราชองครักษ์ ผู้ซึ่งออกไปเพื่อเข่นฆ่าบรรดานักปราชญ์แห่งกรุงบาบิโลน 15ท่านตอบและกล่าวแก่อารีโอคหัวหน้าราชองครักษ์ว่า “ทำไมพระราชกฤษฎีกาจากกษัตริย์จึงเร่งร้อนเล่า” แล้วอารีโอคก็แจ้งเรื่องนั้นให้ดานิเอลทราบ 16แล้วดานิเอลก็เข้าไปเฝ้า และกราบทูลกษัตริย์ขอพระองค์ทรงกำหนดเวลาให้ท่าน และท่านจะแสดงให้กษัตริย์เห็นการแปลความหมายนั้น 17แล้วดานิเอลก็กลับไปบ้านของท่าน และแจ้งเรื่องนั้นให้ฮานันยาห์ มิชาเอล และอาซาริยาห์เหล่าสหายของท่านทราบ 18เพื่อพวกเขาจะทูลขอความเมตตาทั้งหลายของพระเจ้าแห่งสวรรค์เกี่ยวกับความลึกลับนี้ เพื่อดานิเอลและพวกสหายของท่านจะไม่พินาศพร้อมกับบรรดานักปราชญ์ที่เหลืออยู่แห่งกรุงบาบิโลน 19แล้วความลึกลับนั้นก็ถูกเปิดเผยแก่ดานิเอลในนิมิตกลางคืน แล้วดานิเอลก็ถวายสาธุการแด่พระเจ้าแห่งสวรรค์ 20ดานิเอลตอบและทูลว่า “สาธุการแด่พระนามของพระเจ้าเป็นนิตย์และเป็นนิตย์ เพราะสติปัญญาและฤทธานุภาพเป็นของพระองค์ 21และพระองค์ทรงเปลี่ยนบรรดาวาระและฤดูกาลทั้งหลาย พระองค์ทรงถอดบรรดากษัตริย์ และทรงตั้งกษัตริย์ทั้งหลายขึ้นใหม่ พระองค์ประทานสติปัญญาแก่นักปราชญ์ และความรู้แก่คนทั้งหลายที่รู้จักความเข้าใจ 22พระองค์ทรงเผยสิ่งทั้งหลายที่ลึกซึ้งและลี้ลับ พระองค์ทรงทราบว่าอะไรอยู่ในความมืด และความสว่างก็สถิตอยู่กับพระองค์ 23ข้าพระองค์ขอขอบพระคุณพระองค์ และสรรเสริญพระองค์ โอ พระองค์ พระเจ้าแห่งบรรพบุรุษของข้าพระองค์ ผู้ซึ่งได้ประทานสติปัญญาและกำลังแก่ข้าพระองค์ และบัดนี้ได้ทรงสำแดงให้ข้าพระองค์ทราบถึงสิ่งที่ข้าพระองค์ทั้งหลายได้ทูลขอจากพระองค์ เพราะพระองค์ได้ทรงสำแดงเรื่องของกษัตริย์ให้พวกข้าพระองค์ทราบ” 24ฉะนั้นดานิเอลจึงเข้าไปหาอารีโอค ผู้ซึ่งกษัตริย์ได้ทรงแต่งตั้งให้ทำลายบรรดานักปราชญ์แห่งกรุงบาบิโลนเสีย ท่านได้เข้าไปและกล่าวแก่อารีโอคดังนี้ว่า “ขออย่าทำลายบรรดานักปราชญ์แห่งกรุงบาบิโลน ขอโปรดนำตัวข้าพเจ้าเข้าไปเฝ้ากษัตริย์ และข้าพเจ้าจะแสดงให้กษัตริย์เห็นการแปลความหมายนั้น” 25แล้วอารีโอคก็รีบนำตัวดานิเอลเข้าเฝ้ากษัตริย์ และกราบทูลพระองค์ดังนี้ว่า “ข้าพระองค์ได้พบชายคนหนึ่งในพวกเชลยแห่งยูดาห์ ผู้ที่จะให้กษัตริย์ทรงทราบการแปลความหมายนั้น” 26กษัตริย์จึงทรงตอบและตรัสแก่ดานิเอล ผู้ซึ่งชื่อของท่านคือเบลเทชัสซาร์ว่า “เจ้าสามารถที่จะให้เราทราบถึงความฝันซึ่งเราได้เห็นนั้น และการแปลความหมายของมันได้หรือ” 27ดานิเอลทูลตอบต่อพระพักตร์กษัตริย์ และทูลว่า “ความลึกลับซึ่งกษัตริย์ทรงต้องการนั้น พวกนักปราชญ์ พวกหมอดู พวกโหร พวกหมอดูฤกษ์ยาม ไม่สามารถสำแดงให้กษัตริย์ทราบได้ 28แต่มีพระเจ้าองค์หนึ่งในสวรรค์ผู้ทรงเผยความลึกลับทั้งหลาย และทรงให้กษัตริย์เนบูคัดเนสซาร์ทราบถึงสิ่งซึ่งจะบังเกิดขึ้นในวาระข้างหน้า ความฝันของพระองค์และบรรดานิมิตแห่งพระเศียรของพระองค์บนแท่นบรรทมของพระองค์นั้นเป็นดังนี้ 29สำหรับพระองค์ โอ ข้าแต่กษัตริย์ ความคิดทั้งหลายของพระองค์ได้เข้ามาในพระดำริของพระองค์บนแท่นบรรทมของพระองค์ ว่าอะไรจะบังเกิดขึ้นในวาระข้างหน้า และพระองค์นั้นผู้ทรงเผยความลึกลับทั้งหลายก็ทรงให้พระองค์ทราบถึงสิ่งที่จะบังเกิดมา 30แต่สำหรับข้าพระองค์ ความลึกลับนี้มิได้ถูกเปิดเผยแก่ข้าพระองค์เพราะเหตุสติปัญญาใด ๆ ที่ข้าพระองค์มีมากกว่าผู้มีชีวิตคนใด แต่เพราะเห็นแก่คนทั้งหลายที่จะแสดงการแปลความหมายนั้นให้กษัตริย์ทรงทราบ และเพื่อพระองค์จะทรงทราบพระดำริเหล่านั้นแห่งพระทัยของพระองค์ 31พระองค์ โอ ข้าแต่กษัตริย์ ได้ทรงเห็น และดูเถิด มีปฏิมากรขนาดใหญ่ ปฏิมากรใหญ่นี้ ซึ่งมีความสุกใสอย่างเลิศ ก็ตั้งอยู่ต่อพระพักตร์พระองค์ และรูปร่างของปฏิมากรนี้ก็น่ากลัว 32เศียรของปฏิมากรนี้เป็นทองคำเนื้อดี อกของปฏิมากรและแขนของปฏิมากรเป็นเงิน ท้องของปฏิมากรและโคนขาของปฏิมากรเป็นทองเหลือง 33ขาของปฏิมากรเป็นเหล็ก เท้าของปฏิมากรส่วนหนึ่งเป็นเหล็กและส่วนหนึ่งเป็นดินเหนียว 34พระองค์ได้ทรงเห็นจนกระทั่งหินก้อนหนึ่งถูกตัดออกมามิใช่ด้วยมือ ซึ่งกระทบปฏิมากรบนเท้าของปฏิมากรอันเป็นเหล็กและดินเหนียว และได้ทำให้เท้าเหล่านั้นแตกเป็นชิ้น ๆ 35แล้วส่วนเหล็ก ส่วนดินเหนียว ส่วนทองเหลือง ส่วนเงินและส่วนทองคำ ก็ถูกทำให้แตกเป็นชิ้น ๆ พร้อมกัน และได้กลายเป็นเหมือนแกลบแห่งลานนวดข้าวทั้งหลายในฤดูร้อน และลมก็พัดพาสิ่งเหล่านั้นเอาไปเสีย จนหาสถานที่สำหรับสิ่งเหล่านั้นไม่พบเลย และก้อนหินที่กระทบปฏิมากรนั้นได้กลายเป็นภูเขาใหญ่ลูกหนึ่ง และเต็มแผ่นดินโลกทั้งหมด 36นี่เป็นความฝันนั้น และข้าพระองค์ทั้งหลายจะบอกการแปลความหมายของความฝันนั้นต่อพระพักตร์กษัตริย์ 37พระองค์ โอ ข้าแต่กษัตริย์ เป็นจอมกษัตริย์เหนือกษัตริย์ทั้งหลาย เพราะพระเจ้าแห่งสวรรค์ได้ประทานราชอาณาจักรหนึ่ง อานุภาพ ฤทธิ์เดชและสง่าราศีแก่พระองค์ 38และที่ไหนก็ตามที่บุตรทั้งหลายของมนุษย์อาศัยอยู่ พวกสัตว์ป่าแห่งท้องทุ่ง และฝูงนกในฟ้าอากาศ พระเจ้าได้ทรงมอบไว้ในพระหัตถ์ของพระองค์ และทรงกระทำให้พระองค์เป็นผู้ปกครองเหนือสารพัดทั้งหมด พระองค์เองทรงเป็นเศียรทองคำนี้ 39และภายหลังพระองค์จะเกิดอีกหนึ่งราชอาณาจักรที่ด้อยกว่าพระองค์ และอีกหนึ่งราชอาณาจักรที่เป็นทองเหลือง ซึ่งจะปกครองเหนือแผ่นดินโลกทั้งสิ้น 40และราชอาณาจักรที่สี่จะแข็งแรงเหมือนเหล็ก เนื่องด้วยเหล็กทำให้แหลกเป็นชิ้น ๆ และปราบสิ่งทั้งปวงลงได้ และเหมือนเหล็กที่หักสิ่งเหล่านี้ทั้งหมด ราชอาณาจักรนั้นจะทำให้แหลกเป็นชิ้น ๆ และทำให้ฟกช้ำ 41และเหมือนที่พระองค์ได้ทรงเห็นเท้าและนิ้วเท้าเหล่านั้น ส่วนหนึ่งเป็นดินเหนียวของช่างหม้อ และส่วนหนึ่งเป็นเหล็ก ราชอาณาจักรนั้นจะถูกแบ่งแยก แต่ในราชอาณาจักรนั้นจะมีความแข็งแกร่งของเหล็กนั้นอยู่บ้าง เนื่องด้วยพระองค์ได้ทรงเห็นเหล็กนั้นผสมกับดินโคลน 42และนิ้วเท้าเหล่านั้นเป็นเหล็กส่วนหนึ่ง และเป็นดินเหนียวส่วนหนึ่งฉันใด ราชอาณาจักรนั้นจะแข็งแรงบางส่วนและเปราะบางส่วนฉันนั้น 43และเหมือนที่พระองค์ได้ทรงเห็นเหล็กผสมดินโคลน เขาทั้งหลายจะปะปนตนเองกับเชื้อสายของมนุษย์ แต่พวกเขาจะไม่เกาะติดกันและกัน เหมือนเหล็กไม่ผสมเข้ากับดินเหนียว 44และในสมัยของกษัตริย์เหล่านี้ พระเจ้าแห่งสวรรค์จะทรงสถาปนาราชอาณาจักรหนึ่ง ซึ่งจะไม่มีวันถูกทำลาย และราชอาณาจักรนั้นจะไม่ตกเป็นของประชาชนอื่น แต่ราชอาณาจักรนั้นจะทำให้แตกเป็นชิ้นๆ และทำลายราชอาณาจักรเหล่านี้ทั้งหมด และราชอาณาจักรนั้นจะยั่งยืนอยู่เป็นนิตย์ 45เหมือนที่พระองค์ได้ทรงเห็นว่าก้อนหินนั้นถูกตัดออกจากภูเขาโดยปราศจากมือ และก้อนหินนั้นได้กระทำให้เหล็กนั้น ทองเหลืองนั้น ดินเหนียวนั้น เงินนั้น และทองคำนั้นแตกเป็นชิ้น ๆ พระเจ้ายิ่งใหญ่ได้ทรงให้กษัตริย์ทราบว่าอะไรจะบังเกิดขึ้นภายหลังจากนี้ และความฝันนั้นก็ไว้ใจได้และการแปลความหมายของมันก็แน่นอน” 46แล้วกษัตริย์เนบูคัดเนสซาร์ก็ทรงซบพระพักตร์ของพระองค์ลงและนมัสการดานิเอล และทรงบัญชาว่าพวกเขาควรถวายเครื่องบูชาและเครื่องหอมต่าง ๆ ให้แก่ดานิเอล 47กษัตริย์ทรงตอบแก่ดานิเอล และตรัสว่า “แท้จริงแล้ว พระเจ้าของพวกท่านทรงเป็นพระเจ้าเหนือพระทั้งหลาย และทรงเป็นองค์พระผู้เป็นเจ้าของกษัตริย์ทั้งหลาย และทรงเป็นผู้เผยความลึกลับทั้งหลาย โดยเห็นว่าท่านสามารถที่จะเผยความลึกลับนี้ได้” 48แล้วกษัตริย์ก็พระราชทานยศชั้นสูงแก่ดานิเอล และพระราชทานของขวัญใหญ่โตมากมายแก่ท่าน และแต่งตั้งท่านให้เป็นผู้ครอบครองเหนือแคว้นบาบิโลนทั้งหมด และเป็นหัวหน้าผู้ว่าราชการเหนือบรรดานักปราชญ์แห่งกรุงบาบิโลน 49แล้วดานิเอลก็กราบทูลขอต่อกษัตริย์ และพระองค์ทรงตั้งชัดรัค เมชาคและอาเบดเนโก ให้อยู่เหนือกิจการทั้งหลายของแคว้นบาบิโลน แต่ดานิเอลก็นั่งอยู่ที่ประตูของกษัตริย์

Daniel 7:1-28

1ในปีต้นแห่งรัชกาลของเบลชัสซาร์กษัตริย์แห่งกรุงบาบิโลน ดานิเอลมีความฝันและบรรดานิมิตแห่งศีรษะของท่านบนที่นอนของท่าน แล้วท่านได้บันทึกความฝันนั้นไว้ และกล่าวใจความหลักของเรื่องราวเหล่านั้น 2ดานิเอลพูดและกล่าวว่า “ข้าพเจ้าได้เห็นในนิมิตของข้าพเจ้าในเวลากลางคืน และดูเถิด ลมทั้งสี่ของฟ้าสวรรค์ได้ปลุกปั่นอยู่บนทะเลใหญ่นั้น 3และสัตว์มหึมาสี่ตัวได้ขึ้นมาจากทะเล แต่ละตัวก็ต่างกัน 4ตัวแรกเหมือนสิงโต และมีปีกของนกอินทรี ข้าพเจ้าได้มองดูจนขนปีกนั้นถูกถอนออกไป และมันถูกยกขึ้นมาจากแผ่นดิน และถูกทำให้ยืนบนเท้าเหมือนมนุษย์ และใจของมนุษย์ถูกมอบให้แก่มัน 5และดูเถิด มีสัตว์อีกตัวหนึ่งเป็นตัวที่สองเหมือนหมี และมันขยับตัวข้างหนึ่งขึ้น และมันมีกระดูกซี่โครงสามซี่อยู่ในปากของมันระหว่างซี่ฟันของมัน และพวกเขาพูดกับมันดังนี้ว่า ‘จงลุกขึ้นกินเนื้อให้มาก ๆ’ 6หลังจากนี้ ข้าพเจ้าก็ได้มองดู และดูเถิด อีกตัวหนึ่งเหมือนเสือดาว ซึ่งบนหลังของมันมีปีกของนกสี่ปีก สัตว์นั้นมีหัวสี่หัวด้วย และอำนาจครอบครองถูกมอบไว้แก่มัน 7หลังจากนี้ ข้าพเจ้าได้เห็นในบรรดานิมิตกลางคืน และดูเถิด สัตว์ตัวที่สี่ ร้ายกาจและน่ากลัว และแข็งแรงยิ่งนัก และมันมีฟันเหล็กซี่ใหญ่ มันกินและหักเป็นชิ้น ๆ และกระทืบสิ่งที่เหลือนั้นเสียด้วยเท้าของมัน และมันต่างกับสัตว์อื่นทั้งสิ้นที่อยู่ก่อนมัน และมันมีเขาสิบเขา 8ข้าพเจ้าพิเคราะห์เรื่องเขาเหล่านั้น และดูเถิด ในท่ามกลางเขาเหล่านั้นมีเขาเล็กอีกอันหนึ่งงอกขึ้นมา ต่อหน้ามันเขาสามอันในเขารุ่นแรกเหล่านั้นได้ถูกถอนรากออกไป และดูเถิด ในเขาอันนี้มีตาเหมือนตามนุษย์ และมีปากพูดเรื่องใหญ่โตทั้งหลาย 9ข้าพเจ้าได้มองดูจนมีหลายบัลลังก์ถูกโยนลง และผู้ทรงเจริญด้วยวัยวุฒิมาประทับ ผู้ซึ่งฉลองพระองค์ของพระองค์ขาวอย่างหิมะ และพระเกศาแห่งพระเศียรของพระองค์เหมือนขนแกะบริสุทธิ์ พระบัลลังก์ของพระองค์เป็นเหมือนเปลวเพลิงร้อนแรง และกงจักรของบัลลังก์นั้นเป็นเหมือนไฟลุก 10ธารไฟร้อนแรงพุ่งออกและไหลออกมาต่อพระพักตร์พระองค์ คนนับเป็นแสน ๆ ปรนนิบัติพระองค์ และคนนับเป็นโกฏิ ๆ ยืนอยู่ต่อพระพักตร์พระองค์ การพิพากษานั้นก็พร้อมแล้ว และหนังสือเหล่านั้นก็ถูกเปิดแล้ว 11แล้วข้าพเจ้าก็มองดู เพราะเสียงของบรรดาถ้อยคำใหญ่โตซึ่งเขาเล็กนั้นได้พูด ข้าพเจ้าได้มองดูจนสัตว์ตัวนั้นถูกฆ่าเสีย และศพของมันก็ถูกทำลาย และถูกมอบให้แก่เปลวเพลิงที่แผดเผา 12เกี่ยวกับเรื่องสัตว์เหล่านั้นที่เหลืออยู่ พวกมันถูกเอาราชอำนาจของพวกมันไปเสีย ถึงอย่างนั้นชีวิตของพวกมันก็ถูกยืดเวลาออกไปนานฤดูหนึ่งและวาระหนึ่ง 13ข้าพเจ้าได้เห็นในนิมิตกลางคืนเหล่านั้น และดูเถิด ผู้หนึ่งเหมือนบุตรมนุษย์ได้เสด็จมาพร้อมกับบรรดาเมฆแห่งท้องฟ้า และมาหาผู้ทรงเจริญด้วยวัยวุฒินั้น และพวกเขานำท่านมาเฝ้าต่อพระพักตร์พระองค์ 14และอำนาจครอบครอง และสง่าราศี และราชอาณาจักร ถูกมอบให้แก่ท่าน เพื่อบรรดาประชาชน ประชาชาติทั้งปวง และภาษาทั้งหลายจะปรนนิบัติท่าน อำนาจครอบครองของท่านเป็นอำนาจครอบครองนิรันดร์ซึ่งจะไม่มีวันสิ้นสุดไป และอาณาจักรของท่านเป็นอาณาจักรซึ่งจะไม่ถูกทำลายเลย 15ข้าพเจ้า ดานิเอล เป็นทุกข์ในจิตใจของข้าพเจ้าภายในตัวของข้าพเจ้า และนิมิตทั้งหลายแห่งศีรษะของข้าพเจ้ารบกวนข้าพเจ้า 16ข้าพเจ้าเข้าไปใกล้ท่านผู้หนึ่งที่ยืนอยู่ที่นั่น และถามท่านเกี่ยวกับความจริงของเรื่องราวนี้ทั้งหมด แล้วท่านก็บอกข้าพเจ้า และทำให้ข้าพเจ้าทราบความหมายของเรื่องเหล่านี้ 17สัตว์มหึมาเหล่านี้ ซึ่งมีสี่ตัว คือกษัตริย์สี่องค์ซึ่งจะขึ้นมาจากแผ่นดินโลก 18แต่บรรดาวิสุทธิชนแห่งองค์ผู้สูงสุดจะรับราชอาณาจักร และถือกรรมสิทธิ์ราชอาณาจักรนั้นสืบ ๆ ไปเป็นนิตย์ คือเป็นนิตย์และเป็นนิตย์ 19แล้วข้าพเจ้าก็อยากจะทราบความจริงอันเกี่ยวกับสัตว์ตัวที่สี่นั้น ซึ่งผิดแผกจากสัตว์อื่น ๆ ทั้งสิ้น น่าสะพรึงกลัวยิ่งนัก ซึ่งฟันของมันทำด้วยเหล็ก และเล็บเท้าของมันทำด้วยทองเหลือง ซึ่งกัดกิน หักเป็นชิ้น ๆ และกระทืบสิ่งที่เหลือนั้นเสียด้วยเท้าของมัน 20และเกี่ยวกับเขาสิบเขาซึ่งอยู่ในหัวของมัน และเกี่ยวกับเขาอีกอันนั้นซึ่งงอกขึ้นมา และต่อหน้าเขาอันนั้นสามเขาได้หลุดไป คือเกี่ยวกับเขาอันนั้นที่มีลูกตา และมีปากที่พูดหลายสิ่งที่ใหญ่โตมาก ๆ ซึ่งรูปลักษณ์ของเขานั้นอ้วนล่ำกว่าเพื่อน ๆ ของมัน 21ข้าพเจ้าได้มองดู และเขาอันเดียวกันนั้นทำสงครามกับวิสุทธิชนเหล่านั้น และมีชัยต่อพวกเขา 22จนกระทั่งผู้ทรงเจริญด้วยวัยวุฒิได้เสด็จมา และได้ประทานการพิพากษาแก่เหล่าวิสุทธิชนขององค์ผู้สูงสุดนั้น และถึงเวลาที่วิสุทธิชนเหล่านั้นได้ถือกรรมสิทธิ์ราชอาณาจักรนั้น 23ท่านผู้นั้นกล่าวดังนี้ว่า ‘สัตว์ตัวที่สี่นั้นจะเป็นราชอาณาจักรที่สี่บนแผ่นดินโลก ซึ่งจะผิดแผกจากราชอาณาจักรทั้งสิ้น และจะกินแผ่นดินโลกทั้งหมดนี้เสีย และจะเหยียบแผ่นดินโลกทั้งหมดลง และจะหักแผ่นดินโลกนั้นให้แตกออกเป็นชิ้น ๆ 24และเขาสิบเขานั้นซึ่งออกมาจากราชอาณาจักรนี้จะเป็นกษัตริย์สิบองค์ที่จะขึ้นมา และกษัตริย์อีกองค์หนึ่งจะขึ้นมาภายหลังพวกเขา และกษัตริย์องค์นี้จะผิดแผกจากกษัตริย์พวกแรกนั้น และกษัตริย์องค์นี้จะปราบกษัตริย์สามองค์ลง 25และท่านจะพูดบรรดาถ้อยคำใหญ่โตต่อต้านองค์ผู้สูงสุด และจะให้วิสุทธิชนทั้งหลายขององค์ผู้สูงสุดนั้นอิดหนาระอาใจ และคิดที่จะเปลี่ยนแปลงบรรดาวาระและกฎหมายทั้งหลาย และพวกเขาจะถูกมอบไว้ในมือของท่าน จนถึงหนึ่งวาระ และสองวาระ และครึ่งวาระ 26แต่การพิพากษานั้นจะนั่งบัลลังก์ และพวกเขาจะเอาราชอาณาจักรของท่านไปเสีย เพื่อจะเผาผลาญและทำลายมันเสียให้สิ้นสุด 27และราชอาณาจักร และอำนาจครอบครอง และความยิ่งใหญ่แห่งราชอาณาจักรนั้นภายใต้สวรรค์ทั้งสิ้น จะถูกมอบไว้แก่ประชาชนแห่งวิสุทธิชนทั้งหลายขององค์ผู้สูงสุดนั้น ผู้ซึ่งราชอาณาจักรของพระองค์เป็นราชอาณาจักรนิรันดร์ และอำนาจครอบครองทั้งสิ้นจะปรนนิบัติและเชื่อฟังพระองค์’ 28เรื่องราวก็สิ้นสุดลงเพียงนี้ สำหรับข้าพเจ้า ดานิเอล ความคิดทั้งหลายของข้าพเจ้าได้ทำให้ข้าพเจ้าเป็นทุกข์มาก และสีหน้าของข้าพเจ้าก็เปลี่ยนไปในตัวข้าพเจ้า แต่ข้าพเจ้าก็เก็บเรื่องราวนี้ไว้ในใจของข้าพเจ้า”

Matthew 1:20-21

20แต่ขณะที่โยเซฟยังคิดในสิ่งเหล่านี้อยู่ ดูเถิด ทูตสวรรค์องค์หนึ่งขององค์พระผู้เป็นเจ้า มาปรากฏแก่โยเซฟในความฝัน โดยกล่าวว่า “โยเซฟ ท่านผู้เป็นบุตรชายของดาวิดเอ๋ย อย่ากลัวที่จะรับมารีย์มายังท่านเพื่อเป็นภรรยาของท่านเลย เพราะว่าผู้ซึ่งถูกปฏิสนธิในเธอเป็นโดยเดชพระวิญญาณบริสุทธิ์ 21และเธอจะประสูติบุตรชาย และท่านจงเรียกนามของพระองค์ว่า เยซู เพราะว่าพระองค์จะโปรดช่วยชนชาติของพระองค์ให้รอดจากบาปทั้งหลายของพวกเขา”

Matthew 2:13-15

13และเมื่อพวกเขาไปแล้ว ดูเถิด ทูตสวรรค์ขององค์พระผู้เป็นเจ้าได้มาปรากฏแก่โยเซฟในความฝันโดยกล่าวว่า “จงลุกขึ้น และพากุมารกับมารดาของกุมารนั้น และหนีไปยังประเทศอียิปต์ และท่านจงคอยอยู่ที่นั่นจนกว่าเราจะนำคำตรัสมาให้แก่ท่าน เพราะว่าเฮโรดจะแสวงหากุมารเพื่อจะทำลายพระองค์” 14เมื่อเขาลุกขึ้น เขาก็พากุมารกับมารดาของกุมารนั้นไปในเวลากลางคืน และออกเดินทางเข้าไปในประเทศอียิปต์ 15และได้อยู่ที่นั่นจนถึงการสิ้นพระชนม์ของเฮโรด เพื่อสิ่งนี้จะสำเร็จซึ่งองค์พระผู้เป็นเจ้าได้ตรัสไว้โดยศาสดาพยากรณ์ผู้นั้น โดยกล่าวว่า ‘จากประเทศอียิปต์ เราได้เรียกบุตรชายของเรา’

ข้อความเหล่านี้ไม่ได้สอนสูตรสำหรับการแปลงภาพเป็นข้อความที่รับประกันได้ แต่มันแสดงให้เห็นว่าความฝันในพระคัมภีร์ฝังอยู่ในบริบทพันธสัญญาที่กว้างกว่า: เป้าประสงค์ของพระเจ้าต่อประชาของพระองค์และการประทับตนของพระองค์ต่อชนชาติ ผู้ตีความในพระคัมภีร์—ยอเซฟ ดาเนียล และผู้อื่น—ถูกนำเสนอเป็นเครื่องมือที่พระคริสต์ทรงใช้ภายในการปกครองโดยพระคุณของพระเจ้า; ความสำเร็จของพวกเขาไม่ใช่เวทมนตร์แต่เป็นการแยกแยะด้วยการอธิษฐาน ความซื่อตรงทางศีลธรรม และการยอมจำนนต่อความเป็นเจ้าของของพระเจ้า

ความฝันในประเพณีพระคัมภีร์

พระคัมภีร์ถือว่าความฝันเป็นช่องทางหนึ่งที่พระเจ้าอาจสื่อสาร แต่ก็ยืนยันเช่นกันว่าประสบการณ์ทางจิตวิญญาณต้องได้รับการทดสอบและต้องถูกคุมไว้โดยชุมชนแห่งความเชื่อและหลักคำสอนของพระคัมภีร์ เทววิทยาคริสเตียนโดยประวัติศาสตร์เน้นทั้งการเปิดรับทางของพระเจ้าและความระมัดระวังต่อความผิดทางจิตวิญญาณ

Acts 2:17

‘และต่อมาในวันสุดท้าย พระเจ้าตรัสว่า เราจะเทพระวิญญาณของเรามาบนเนื้อหนังทั้งสิ้น และบุตรชายบุตรสาวของพวกเจ้าจะพยากรณ์ และพวกคนหนุ่มของพวกเจ้าจะเห็นนิมิตทั้งหลาย และพวกคนชราของพวกเจ้าจะฝันความฝันต่าง ๆ

1 John 4:1

พวกท่านที่รัก อย่าเชื่อวิญญาณทุก ๆ วิญญาณ แต่จงพิสูจน์วิญญาณเหล่านั้นว่าวิญญาณเหล่านั้นมาจากพระเจ้าหรือไม่ เพราะว่ามีผู้พยากรณ์เท็จเป็นอันมากออกไปในโลกแล้ว

1 Thessalonians 5:21

จงพิสูจน์ทุกสิ่ง จงยึดถือสิ่งที่ดีไว้ให้มั่น

ข้ออ้างอิงเหล่านี้เตือนใจเราว่าความฝันอาจเป็นส่วนหนึ่งของการทรงงานอย่างต่อเนื่องของพระเจ้า แต่อย่างไรก็ตามต้องถูกทดสอบ พระคัมภีร์ปกป้องคริสตจักรจากการยอมรับอย่างไม่คิดบวกต่อทุกประสบการณ์ภายในและเรียกให้ผู้เชื่อชั่งน้ำหนักสิ่งที่ได้ยินกับพระวจนะที่เปิดเผยของพระเจ้าและแสวงหาคำปรึกษาจากคริสเตียนผู้มีวุฒิภาวะ

การตีความความฝันตามคัมภีร์ที่เป็นไปได้

1. ความฝันในฐานะพาหะของการนำทางหรือการมอบหมายจากพระเจ้า

รูปแบบหนึ่งที่สอดคล้องในพระคัมภีร์คือการที่ความฝันทำหน้าที่เป็นวิถีทางของการนำทางโดยตรง—ไม่ว่าจะเพื่อเผยการเรียก ปกป้อง หรือให้คำชี้นำฉุกเฉิน ในกรณีเช่นนี้ กรอบการตีความของความฝันคือพระประสงค์ของพระเจ้าที่แสดงผ่านพระคัมภีร์และได้รับการยืนยันโดยสถานการณ์และการแยกแยะของชุมชน

Genesis 41:1-36

1และต่อมาเมื่อสิ้นสองปีเต็ม ฟาโรห์ทรงฝัน และดูเถิด พระองค์ทรงยืนอยู่ริมฝั่งแม่น้ำนั้น 2และดูเถิด มีวัวอ้วนพีและงามน่าดูเจ็ดตัวขึ้นมาจากแม่น้ำนั้น และพวกมันกินหญ้าอยู่ในทุ่งหญ้าแห่งหนึ่ง 3และดูเถิด มีวัวอีกเจ็ดตัวขึ้นมาตามหลังพวกมันออกจากแม่น้ำนั้น ซูบผอมและน่าเกลียด และยืนอยู่ข้างพวกวัวที่เหลือนั้นบนริมฝั่งแม่น้ำ 4และวัวที่ซูบผอมและน่าเกลียดได้กินวัวอ้วนพีและงามน่าดูเจ็ดตัวนั้นเสีย แล้วฟาโรห์ก็ตื่นบรรทม 5และพระองค์ก็บรรทมหลับไปและทรงฝันเป็นครั้งที่สอง และดูเถิด รวงข้าวเจ็ดรวงงอกขึ้นมาบนต้นข้าวต้นเดียว เป็นข้าวเมล็ดเต่งและงามดี 6และดูเถิด รวงข้าวเจ็ดรวง เป็นข้าวลีบและถูกพัดด้วยลมตะวันออก งอกขึ้นมาภายหลังพวกมัน 7และรวงข้าวลีบเจ็ดรวงนั้นได้กลืนกินรวงข้าวเมล็ดเต่งและงามดีเจ็ดรวงนั้นเสีย และฟาโรห์ก็ตื่นบรรทม และดูเถิด เรื่องนั้นเป็นความฝัน 8และต่อมาในเวลารุ่งเช้า พระทัยของพระองค์ก็เป็นทุกข์ และพระองค์ได้ส่งไปและเรียกบรรดาโหรของอียิปต์ และนักปราชญ์ทั้งสิ้นของที่นั่นมาเข้าเฝ้า และฟาโรห์ทรงเล่าความฝันของพระองค์ให้พวกเขาฟัง แต่ไม่มีผู้ใดสามารถแปลความหมายของความฝันเหล่านั้นถวายแด่ฟาโรห์ได้ 9แล้วหัวหน้าพนักงานเชิญถ้วยเสวยจึงทูลฟาโรห์ โดยทูลว่า “ข้าพระองค์ระลึกถึงความผิดพลั้งทั้งหลายของข้าพระองค์ได้วันนี้ 10ฟาโรห์ได้พระพิโรธต่อข้าราชการทั้งสองของพระองค์ และทรงจองจำข้าพระองค์ไว้ในคุกที่บ้านผู้บัญชาการทหารรักษาพระองค์ ทั้งข้าพระองค์กับหัวหน้าพนักงานทำขนมปัง 11และพวกข้าพระองค์ได้ฝันความฝันหนึ่งในคืนหนึ่ง ทั้งข้าพระองค์และเขา และข้าพระองค์ทั้งสองฝันไปตามการแปลความหมายของความฝันของตน 12และมีชายหนุ่มคนหนึ่งอยู่ที่นั่นด้วยกันกับข้าพระองค์ทั้งสอง เป็นชาติฮีบรู เป็นผู้รับใช้ของผู้บัญชาการทหารรักษาพระองค์ และข้าพระองค์ทั้งสองได้เล่าให้เขาฟัง และเขาก็แปลความหมายของความฝันของข้าพระองค์ทั้งสองให้ข้าพระองค์ทั้งสอง แต่ละคนตามความหมายของความฝันของตน เขาแปลความหมายให้ 13และต่อมาตามที่ชายหนุ่มคนนั้นได้แปลความหมายให้ข้าพระองค์ทั้งสองอย่างไร ก็เป็นไปอย่างนั้น คือฟาโรห์ทรงตั้งข้าพระองค์ไว้ในตำแหน่งเดิมของข้าพระองค์ และพระองค์ทรงแขวนคอเขาเสีย” 14แล้วฟาโรห์จึงส่งไปและเรียกโยเซฟมา และพวกเขาก็รีบไปเบิกตัวเขาออกมาจากคุกใต้ดิน และเขาโกนหนวดของตน และเปลี่ยนเสื้อผ้าของตน และเข้าเฝ้าฟาโรห์ 15และฟาโรห์ตรัสแก่โยเซฟว่า “เราฝันความฝันหนึ่ง และไม่มีผู้ใดสามารถแปลความหมายมันได้ และเราได้ยินว่ามีกล่าวถึงเจ้า ว่าเจ้าสามารถเข้าใจความฝันเพื่อแปลความหมายมันได้” 16และโยเซฟได้ทูลตอบฟาโรห์ โดยทูลว่า “การแปลความหมายของความฝันไม่ได้อยู่ที่ข้าพระองค์ พระเจ้าต่างหากจะประทานคำตอบอันเป็นสุขแด่ฟาโรห์” 17และฟาโรห์ได้ตรัสแก่โยเซฟว่า “ในความฝันของเรานั้น ดูเถิด เราได้ยืนอยู่ที่ริมฝั่งแม่น้ำ 18และดูเถิด มีวัวเจ็ดตัวขึ้นมาจากแม่น้ำ อ้วนพีและงามน่าดู และพวกมันกินหญ้าอยู่ในทุ่งหญ้าแห่งหนึ่ง 19และดูเถิด วัวอีกเจ็ดตัวตามขึ้นมาภายหลังพวกมัน ไม่งามและน่าเกลียดมากและซูบผอม แบบที่เราไม่เคยเห็นเลยในแผ่นดินอียิปต์ทั้งสิ้นในเรื่องความแย่ 20และวัวที่ซูบผอมและไม่งามนั้นได้กินวัวอ้วนพีเจ็ดตัวแรกนั้นเสียหมด 21และเมื่อพวกมันได้กินพวกแรกนั้นหมดแล้ว หามีใครรู้ว่าพวกมันได้กินพวกแรกเข้าไปไม่ แต่พวกมันยังผอมอยู่เหมือนแต่ก่อน แล้วเราก็ตื่นขึ้น 22และเราได้เห็นในความฝันของเรา และดูเถิด รวงข้าวเจ็ดรวงงอกขึ้นมาบนต้นข้าวต้นหนึ่ง เป็นข้าวเมล็ดเต่งและงามดี 23และดูเถิด รวงข้าวเจ็ดรวง เป็นข้าวเหี่ยว ลีบ และถูกพัดด้วยลมตะวันออก งอกขึ้นมาภายหลังพวกมัน 24และรวงข้าวลีบนั้นได้กลืนกินรวงข้าวดีเจ็ดรวงนั้นเสีย และเราได้เล่าความฝันนี้ให้พวกโหรฟัง แต่ไม่มีใครสามารถอธิบายให้เราฟังได้” 25และโยเซฟทูลฟาโรห์ว่า “ความฝันของฟาโรห์เป็นความฝันอันเดียวกัน พระเจ้าได้ทรงสำแดงให้ฟาโรห์ทราบถึงสิ่งที่พระองค์จะทรงกระทำในไม่ช้า 26วัวอ้วนพีเจ็ดตัวนั้นคือเจ็ดปี และรวงข้าวดีเจ็ดรวงนั้นก็คือเจ็ดปี ความฝันนี้เป็นอันเดียวกัน 27และวัวซูบผอมและน่าเกลียดเจ็ดตัวที่ขึ้นมาภายหลังพวกมันคือเจ็ดปี และรวงข้าวเจ็ดรวงลีบที่ถูกพัดด้วยลมตะวันออกนั้น จะเป็นเจ็ดปีแห่งการกันดารอาหาร 28นี่เป็นสิ่งซึ่งข้าพระองค์ได้ทูลฟาโรห์ คือสิ่งที่พระเจ้าจะทรงกระทำในไม่ช้า พระองค์จึงทรงสำแดงแก่ฟาโรห์ 29ดูเถิด จะมีเจ็ดปีแห่งความอุดมสมบูรณ์ทั่วแผ่นดินอียิปต์ทั้งสิ้น 30และหลังจากปีเหล่านั้นจะบังเกิดเจ็ดปีแห่งการกันดารอาหาร และความอุดมสมบูรณ์ทั้งสิ้นจะถูกลืมเสียในแผ่นดินอียิปต์ และการกันดารอาหารจะล้างผลาญแผ่นดิน 31และความอุดมสมบูรณ์นั้นจะไม่เป็นที่ทราบเลยในแผ่นดินนี้ เพราะเหตุการกันดารอาหารที่ตามมาภายหลัง ด้วยว่าการกันดารอาหารนั้นจะรุนแรงยิ่งนัก 32และเพราะเหตุนั้นความฝันนี้จึงถูกให้แก่ฟาโรห์สองหน นี่เป็นเพราะว่าสิ่งนั้นถูกกำหนดไว้โดยพระเจ้าแล้ว และพระเจ้าจะทรงให้บังเกิดขึ้นในไม่ช้า 33เพราะฉะนั้นบัดนี้ ขอฟาโรห์หาชายคนหนึ่งที่มีความคิดดีและมีปัญญา และตั้งคนนั้นให้อยู่เหนือแผ่นดินอียิปต์ 34ขอฟาโรห์ทำดังนี้ และให้คนนั้นแต่งตั้งบรรดาพนักงานให้อยู่เหนือแผ่นดิน และเก็บผลหนึ่งในห้าส่วนของแผ่นดินอียิปต์ไว้ในเจ็ดปีที่อุดมสมบูรณ์นั้น 35และให้คนเหล่านั้นเก็บรวบรวมอาหารทั้งหมดในปีอันดีเหล่านั้นที่จะมาถึง และสะสมข้าวใต้พระหัตถ์ของฟาโรห์ไว้ และให้คนเหล่านั้นเก็บอาหารไว้ในนครต่าง ๆ 36และอาหารนั้นจะได้เป็นเสบียงสำรองแก่แผ่นดินสำหรับเจ็ดปีแห่งการกันดารอาหาร ซึ่งจะเกิดขึ้นในแผ่นดินอียิปต์ เพื่อแผ่นดินจะไม่พินาศเสียไปเพราะการกันดารอาหารนั้น”

Matthew 1:20-21

20แต่ขณะที่โยเซฟยังคิดในสิ่งเหล่านี้อยู่ ดูเถิด ทูตสวรรค์องค์หนึ่งขององค์พระผู้เป็นเจ้า มาปรากฏแก่โยเซฟในความฝัน โดยกล่าวว่า “โยเซฟ ท่านผู้เป็นบุตรชายของดาวิดเอ๋ย อย่ากลัวที่จะรับมารีย์มายังท่านเพื่อเป็นภรรยาของท่านเลย เพราะว่าผู้ซึ่งถูกปฏิสนธิในเธอเป็นโดยเดชพระวิญญาณบริสุทธิ์ 21และเธอจะประสูติบุตรชาย และท่านจงเรียกนามของพระองค์ว่า เยซู เพราะว่าพระองค์จะโปรดช่วยชนชาติของพระองค์ให้รอดจากบาปทั้งหลายของพวกเขา”

ความเป็นไปได้เชิงเทววิทยา: ความฝันอาจเน้นสิ่งที่พระคัมภีร์อนุญาตแล้ว ชี้ผู้ฝันไปสู่ความเชื่อฟังที่ซื่อสัตย์สอดคล้องกับพระประสงค์ที่พระเจ้าทรงเปิดเผย อย่างไรก็ตาม การตีความเช่นนี้ยังคงเป็นการตั้งสมมติฐานและต้องถูกทดสอบ

2. ความฝันในฐานะสัญลักษณ์เผยความจริงเกี่ยวกับชาติหรือประวัติศาสตร์

ในหนังสืออย่างดาเนียล ความฝันและนิมิตแสดงความจริงเชิงสัญลักษณ์เกี่ยวกับอาณาจักร ความจริงทางจิตวิญญาณ และความเป็นเจ้าเหนือสุดท้ายของพระเจ้าต่อประวัติศาสตร์ เหล่านี้ไม่ใช่รายงานเชิงจิตวิทยาส่วนตัวแต่เป็นการกระทำเชิงพยากรณ์-สัญลักษณ์ภายในโลกวรรณกรรมของพระคัมภีร์เอง

Daniel 2:1-49

1และในปีที่สองแห่งรัชกาลของเนบูคัดเนสซาร์ เนบูคัดเนสซาร์ได้ทรงฝันหลายเรื่อง โดยที่พระทัยของพระองค์ก็เป็นทุกข์ และการบรรทมของพระองค์ก็พรากไปจากพระองค์ 2แล้วกษัตริย์จึงทรงบัญชาให้เรียกพวกโหร และพวกหมอดู และพวกนักวิทยาคม และชนเคลเดียเพื่อสำแดงความฝันเหล่านั้นของพระองค์แก่พระองค์ ดังนั้นเขาทั้งหลายจึงมาและเข้าเฝ้ากษัตริย์ 3และกษัตริย์ตรัสกับพวกเขาว่า “เราได้ฝันความฝันหนึ่ง และจิตใจของเราก็เป็นทุกข์ เพื่อจะทราบความฝันนั้น” 4แล้วชนเคลเดียจึงกราบทูลกษัตริย์เป็นภาษาของคนซีเรียว่า “โอ ข้าแต่กษัตริย์ ขอทรงพระเจริญเป็นนิตย์ ขอทรงเล่าความฝันนั้นให้แก่พวกผู้รับใช้ของพระองค์ แล้วเหล่าข้าพระองค์จะแสดงการแปลความหมายนั้น” 5กษัตริย์ทรงตอบและตรัสกับชนเคลเดียว่า “ความฝันนั้นหายไปจากเราแล้ว ถ้าพวกเจ้าจะไม่ให้เรารู้ความฝันนั้น พร้อมการแปลความหมายของมัน พวกเจ้าจะถูกหั่นเป็นชิ้น ๆ และบ้านเรือนของพวกเจ้าจะถูกทำให้เป็นกองขยะ 6แต่ถ้าพวกเจ้าสำแดงความฝันนั้นและการแปลความหมายของมันให้เรา พวกเจ้าจะได้รับบรรดาของขวัญ และรางวัลทั้งหลาย และเกียรติยศใหญ่ยิ่งจากเรา ฉะนั้นจงสำแดงความฝันนั้นให้เรา และการแปลความหมายของความฝันนั้น” 7พวกเขาตอบอีกและกราบทูลว่า “ขอกษัตริย์เล่าความฝันนั้นแก่พวกผู้รับใช้ของพระองค์ และเหล่าข้าพระองค์จะแสดงการแปลความหมายของมัน” 8กษัตริย์ทรงตอบและตรัสว่า “เรารู้เป็นแน่แล้วว่า พวกเจ้าพยายามจะถ่วงเวลาไว้ เพราะพวกเจ้าเห็นว่าความฝันนั้นไปจากเราแล้ว 9แต่ถ้าพวกเจ้าจะไม่ให้เรารู้ความฝันนั้น ก็มีคำตัดสินสำหรับพวกเจ้าอยู่ข้อเดียว เพราะพวกเจ้าได้เตรียมบรรดาถ้อยคำมุสาและทุจริตที่จะพูดต่อหน้าเรา จนกว่าเวลาจะถูกเปลี่ยนแปลงไป เพราะฉะนั้นพวกเจ้าจงบอกความฝันนั้นแก่เรา และเราจะรู้ว่าพวกเจ้าสามารถแสดงการแปลความหมายของความฝันนั้นให้เราได้” 10ชนเคลเดียจึงทูลตอบต่อพระพักตร์กษัตริย์ และกราบทูลว่า “ไม่มีมนุษย์คนใดบนแผ่นดินโลกที่สามารถสำแดงเรื่องของกษัตริย์ได้ เพราะฉะนั้นไม่มีกษัตริย์ เจ้านายหรือผู้ปกครองคนใดที่ไต่ถามสิ่งเหล่านี้จากโหร หรือหมอดู หรือชนเคลเดียคนใด 11และสิ่งนี้เป็นสิ่งหายากที่กษัตริย์ทรงต้องการ และไม่มีผู้ใดอื่นที่สามารถสำแดงเรื่องนี้ต่อพระพักตร์กษัตริย์ได้ เว้นแต่พวกพระ ผู้ซึ่งมิได้อาศัยอยู่กับเนื้อหนัง” 12ด้วยเหตุนี้กษัตริย์จึงทรงโกรธและเดือดดาลมาก และรับสั่งให้ทำลายพวกนักปราชญ์ทั้งหมดแห่งกรุงบาบิโลนเสีย 13และพระราชกฤษฎีกาจึงได้ถูกประกาศไปว่า พวกนักปราชญ์เหล่านั้นควรถูกฆ่าเสีย และพวกเขาจึงเสาะหาดานิเอลและพรรคพวกของท่านเพื่อจะฆ่าเสีย 14แล้วดานิเอลก็ตอบด้วยการแนะนำและสติปัญญาต่ออารีโอคหัวหน้าราชองครักษ์ ผู้ซึ่งออกไปเพื่อเข่นฆ่าบรรดานักปราชญ์แห่งกรุงบาบิโลน 15ท่านตอบและกล่าวแก่อารีโอคหัวหน้าราชองครักษ์ว่า “ทำไมพระราชกฤษฎีกาจากกษัตริย์จึงเร่งร้อนเล่า” แล้วอารีโอคก็แจ้งเรื่องนั้นให้ดานิเอลทราบ 16แล้วดานิเอลก็เข้าไปเฝ้า และกราบทูลกษัตริย์ขอพระองค์ทรงกำหนดเวลาให้ท่าน และท่านจะแสดงให้กษัตริย์เห็นการแปลความหมายนั้น 17แล้วดานิเอลก็กลับไปบ้านของท่าน และแจ้งเรื่องนั้นให้ฮานันยาห์ มิชาเอล และอาซาริยาห์เหล่าสหายของท่านทราบ 18เพื่อพวกเขาจะทูลขอความเมตตาทั้งหลายของพระเจ้าแห่งสวรรค์เกี่ยวกับความลึกลับนี้ เพื่อดานิเอลและพวกสหายของท่านจะไม่พินาศพร้อมกับบรรดานักปราชญ์ที่เหลืออยู่แห่งกรุงบาบิโลน 19แล้วความลึกลับนั้นก็ถูกเปิดเผยแก่ดานิเอลในนิมิตกลางคืน แล้วดานิเอลก็ถวายสาธุการแด่พระเจ้าแห่งสวรรค์ 20ดานิเอลตอบและทูลว่า “สาธุการแด่พระนามของพระเจ้าเป็นนิตย์และเป็นนิตย์ เพราะสติปัญญาและฤทธานุภาพเป็นของพระองค์ 21และพระองค์ทรงเปลี่ยนบรรดาวาระและฤดูกาลทั้งหลาย พระองค์ทรงถอดบรรดากษัตริย์ และทรงตั้งกษัตริย์ทั้งหลายขึ้นใหม่ พระองค์ประทานสติปัญญาแก่นักปราชญ์ และความรู้แก่คนทั้งหลายที่รู้จักความเข้าใจ 22พระองค์ทรงเผยสิ่งทั้งหลายที่ลึกซึ้งและลี้ลับ พระองค์ทรงทราบว่าอะไรอยู่ในความมืด และความสว่างก็สถิตอยู่กับพระองค์ 23ข้าพระองค์ขอขอบพระคุณพระองค์ และสรรเสริญพระองค์ โอ พระองค์ พระเจ้าแห่งบรรพบุรุษของข้าพระองค์ ผู้ซึ่งได้ประทานสติปัญญาและกำลังแก่ข้าพระองค์ และบัดนี้ได้ทรงสำแดงให้ข้าพระองค์ทราบถึงสิ่งที่ข้าพระองค์ทั้งหลายได้ทูลขอจากพระองค์ เพราะพระองค์ได้ทรงสำแดงเรื่องของกษัตริย์ให้พวกข้าพระองค์ทราบ” 24ฉะนั้นดานิเอลจึงเข้าไปหาอารีโอค ผู้ซึ่งกษัตริย์ได้ทรงแต่งตั้งให้ทำลายบรรดานักปราชญ์แห่งกรุงบาบิโลนเสีย ท่านได้เข้าไปและกล่าวแก่อารีโอคดังนี้ว่า “ขออย่าทำลายบรรดานักปราชญ์แห่งกรุงบาบิโลน ขอโปรดนำตัวข้าพเจ้าเข้าไปเฝ้ากษัตริย์ และข้าพเจ้าจะแสดงให้กษัตริย์เห็นการแปลความหมายนั้น” 25แล้วอารีโอคก็รีบนำตัวดานิเอลเข้าเฝ้ากษัตริย์ และกราบทูลพระองค์ดังนี้ว่า “ข้าพระองค์ได้พบชายคนหนึ่งในพวกเชลยแห่งยูดาห์ ผู้ที่จะให้กษัตริย์ทรงทราบการแปลความหมายนั้น” 26กษัตริย์จึงทรงตอบและตรัสแก่ดานิเอล ผู้ซึ่งชื่อของท่านคือเบลเทชัสซาร์ว่า “เจ้าสามารถที่จะให้เราทราบถึงความฝันซึ่งเราได้เห็นนั้น และการแปลความหมายของมันได้หรือ” 27ดานิเอลทูลตอบต่อพระพักตร์กษัตริย์ และทูลว่า “ความลึกลับซึ่งกษัตริย์ทรงต้องการนั้น พวกนักปราชญ์ พวกหมอดู พวกโหร พวกหมอดูฤกษ์ยาม ไม่สามารถสำแดงให้กษัตริย์ทราบได้ 28แต่มีพระเจ้าองค์หนึ่งในสวรรค์ผู้ทรงเผยความลึกลับทั้งหลาย และทรงให้กษัตริย์เนบูคัดเนสซาร์ทราบถึงสิ่งซึ่งจะบังเกิดขึ้นในวาระข้างหน้า ความฝันของพระองค์และบรรดานิมิตแห่งพระเศียรของพระองค์บนแท่นบรรทมของพระองค์นั้นเป็นดังนี้ 29สำหรับพระองค์ โอ ข้าแต่กษัตริย์ ความคิดทั้งหลายของพระองค์ได้เข้ามาในพระดำริของพระองค์บนแท่นบรรทมของพระองค์ ว่าอะไรจะบังเกิดขึ้นในวาระข้างหน้า และพระองค์นั้นผู้ทรงเผยความลึกลับทั้งหลายก็ทรงให้พระองค์ทราบถึงสิ่งที่จะบังเกิดมา 30แต่สำหรับข้าพระองค์ ความลึกลับนี้มิได้ถูกเปิดเผยแก่ข้าพระองค์เพราะเหตุสติปัญญาใด ๆ ที่ข้าพระองค์มีมากกว่าผู้มีชีวิตคนใด แต่เพราะเห็นแก่คนทั้งหลายที่จะแสดงการแปลความหมายนั้นให้กษัตริย์ทรงทราบ และเพื่อพระองค์จะทรงทราบพระดำริเหล่านั้นแห่งพระทัยของพระองค์ 31พระองค์ โอ ข้าแต่กษัตริย์ ได้ทรงเห็น และดูเถิด มีปฏิมากรขนาดใหญ่ ปฏิมากรใหญ่นี้ ซึ่งมีความสุกใสอย่างเลิศ ก็ตั้งอยู่ต่อพระพักตร์พระองค์ และรูปร่างของปฏิมากรนี้ก็น่ากลัว 32เศียรของปฏิมากรนี้เป็นทองคำเนื้อดี อกของปฏิมากรและแขนของปฏิมากรเป็นเงิน ท้องของปฏิมากรและโคนขาของปฏิมากรเป็นทองเหลือง 33ขาของปฏิมากรเป็นเหล็ก เท้าของปฏิมากรส่วนหนึ่งเป็นเหล็กและส่วนหนึ่งเป็นดินเหนียว 34พระองค์ได้ทรงเห็นจนกระทั่งหินก้อนหนึ่งถูกตัดออกมามิใช่ด้วยมือ ซึ่งกระทบปฏิมากรบนเท้าของปฏิมากรอันเป็นเหล็กและดินเหนียว และได้ทำให้เท้าเหล่านั้นแตกเป็นชิ้น ๆ 35แล้วส่วนเหล็ก ส่วนดินเหนียว ส่วนทองเหลือง ส่วนเงินและส่วนทองคำ ก็ถูกทำให้แตกเป็นชิ้น ๆ พร้อมกัน และได้กลายเป็นเหมือนแกลบแห่งลานนวดข้าวทั้งหลายในฤดูร้อน และลมก็พัดพาสิ่งเหล่านั้นเอาไปเสีย จนหาสถานที่สำหรับสิ่งเหล่านั้นไม่พบเลย และก้อนหินที่กระทบปฏิมากรนั้นได้กลายเป็นภูเขาใหญ่ลูกหนึ่ง และเต็มแผ่นดินโลกทั้งหมด 36นี่เป็นความฝันนั้น และข้าพระองค์ทั้งหลายจะบอกการแปลความหมายของความฝันนั้นต่อพระพักตร์กษัตริย์ 37พระองค์ โอ ข้าแต่กษัตริย์ เป็นจอมกษัตริย์เหนือกษัตริย์ทั้งหลาย เพราะพระเจ้าแห่งสวรรค์ได้ประทานราชอาณาจักรหนึ่ง อานุภาพ ฤทธิ์เดชและสง่าราศีแก่พระองค์ 38และที่ไหนก็ตามที่บุตรทั้งหลายของมนุษย์อาศัยอยู่ พวกสัตว์ป่าแห่งท้องทุ่ง และฝูงนกในฟ้าอากาศ พระเจ้าได้ทรงมอบไว้ในพระหัตถ์ของพระองค์ และทรงกระทำให้พระองค์เป็นผู้ปกครองเหนือสารพัดทั้งหมด พระองค์เองทรงเป็นเศียรทองคำนี้ 39และภายหลังพระองค์จะเกิดอีกหนึ่งราชอาณาจักรที่ด้อยกว่าพระองค์ และอีกหนึ่งราชอาณาจักรที่เป็นทองเหลือง ซึ่งจะปกครองเหนือแผ่นดินโลกทั้งสิ้น 40และราชอาณาจักรที่สี่จะแข็งแรงเหมือนเหล็ก เนื่องด้วยเหล็กทำให้แหลกเป็นชิ้น ๆ และปราบสิ่งทั้งปวงลงได้ และเหมือนเหล็กที่หักสิ่งเหล่านี้ทั้งหมด ราชอาณาจักรนั้นจะทำให้แหลกเป็นชิ้น ๆ และทำให้ฟกช้ำ 41และเหมือนที่พระองค์ได้ทรงเห็นเท้าและนิ้วเท้าเหล่านั้น ส่วนหนึ่งเป็นดินเหนียวของช่างหม้อ และส่วนหนึ่งเป็นเหล็ก ราชอาณาจักรนั้นจะถูกแบ่งแยก แต่ในราชอาณาจักรนั้นจะมีความแข็งแกร่งของเหล็กนั้นอยู่บ้าง เนื่องด้วยพระองค์ได้ทรงเห็นเหล็กนั้นผสมกับดินโคลน 42และนิ้วเท้าเหล่านั้นเป็นเหล็กส่วนหนึ่ง และเป็นดินเหนียวส่วนหนึ่งฉันใด ราชอาณาจักรนั้นจะแข็งแรงบางส่วนและเปราะบางส่วนฉันนั้น 43และเหมือนที่พระองค์ได้ทรงเห็นเหล็กผสมดินโคลน เขาทั้งหลายจะปะปนตนเองกับเชื้อสายของมนุษย์ แต่พวกเขาจะไม่เกาะติดกันและกัน เหมือนเหล็กไม่ผสมเข้ากับดินเหนียว 44และในสมัยของกษัตริย์เหล่านี้ พระเจ้าแห่งสวรรค์จะทรงสถาปนาราชอาณาจักรหนึ่ง ซึ่งจะไม่มีวันถูกทำลาย และราชอาณาจักรนั้นจะไม่ตกเป็นของประชาชนอื่น แต่ราชอาณาจักรนั้นจะทำให้แตกเป็นชิ้นๆ และทำลายราชอาณาจักรเหล่านี้ทั้งหมด และราชอาณาจักรนั้นจะยั่งยืนอยู่เป็นนิตย์ 45เหมือนที่พระองค์ได้ทรงเห็นว่าก้อนหินนั้นถูกตัดออกจากภูเขาโดยปราศจากมือ และก้อนหินนั้นได้กระทำให้เหล็กนั้น ทองเหลืองนั้น ดินเหนียวนั้น เงินนั้น และทองคำนั้นแตกเป็นชิ้น ๆ พระเจ้ายิ่งใหญ่ได้ทรงให้กษัตริย์ทราบว่าอะไรจะบังเกิดขึ้นภายหลังจากนี้ และความฝันนั้นก็ไว้ใจได้และการแปลความหมายของมันก็แน่นอน” 46แล้วกษัตริย์เนบูคัดเนสซาร์ก็ทรงซบพระพักตร์ของพระองค์ลงและนมัสการดานิเอล และทรงบัญชาว่าพวกเขาควรถวายเครื่องบูชาและเครื่องหอมต่าง ๆ ให้แก่ดานิเอล 47กษัตริย์ทรงตอบแก่ดานิเอล และตรัสว่า “แท้จริงแล้ว พระเจ้าของพวกท่านทรงเป็นพระเจ้าเหนือพระทั้งหลาย และทรงเป็นองค์พระผู้เป็นเจ้าของกษัตริย์ทั้งหลาย และทรงเป็นผู้เผยความลึกลับทั้งหลาย โดยเห็นว่าท่านสามารถที่จะเผยความลึกลับนี้ได้” 48แล้วกษัตริย์ก็พระราชทานยศชั้นสูงแก่ดานิเอล และพระราชทานของขวัญใหญ่โตมากมายแก่ท่าน และแต่งตั้งท่านให้เป็นผู้ครอบครองเหนือแคว้นบาบิโลนทั้งหมด และเป็นหัวหน้าผู้ว่าราชการเหนือบรรดานักปราชญ์แห่งกรุงบาบิโลน 49แล้วดานิเอลก็กราบทูลขอต่อกษัตริย์ และพระองค์ทรงตั้งชัดรัค เมชาคและอาเบดเนโก ให้อยู่เหนือกิจการทั้งหลายของแคว้นบาบิโลน แต่ดานิเอลก็นั่งอยู่ที่ประตูของกษัตริย์

Daniel 7:1-28

1ในปีต้นแห่งรัชกาลของเบลชัสซาร์กษัตริย์แห่งกรุงบาบิโลน ดานิเอลมีความฝันและบรรดานิมิตแห่งศีรษะของท่านบนที่นอนของท่าน แล้วท่านได้บันทึกความฝันนั้นไว้ และกล่าวใจความหลักของเรื่องราวเหล่านั้น 2ดานิเอลพูดและกล่าวว่า “ข้าพเจ้าได้เห็นในนิมิตของข้าพเจ้าในเวลากลางคืน และดูเถิด ลมทั้งสี่ของฟ้าสวรรค์ได้ปลุกปั่นอยู่บนทะเลใหญ่นั้น 3และสัตว์มหึมาสี่ตัวได้ขึ้นมาจากทะเล แต่ละตัวก็ต่างกัน 4ตัวแรกเหมือนสิงโต และมีปีกของนกอินทรี ข้าพเจ้าได้มองดูจนขนปีกนั้นถูกถอนออกไป และมันถูกยกขึ้นมาจากแผ่นดิน และถูกทำให้ยืนบนเท้าเหมือนมนุษย์ และใจของมนุษย์ถูกมอบให้แก่มัน 5และดูเถิด มีสัตว์อีกตัวหนึ่งเป็นตัวที่สองเหมือนหมี และมันขยับตัวข้างหนึ่งขึ้น และมันมีกระดูกซี่โครงสามซี่อยู่ในปากของมันระหว่างซี่ฟันของมัน และพวกเขาพูดกับมันดังนี้ว่า ‘จงลุกขึ้นกินเนื้อให้มาก ๆ’ 6หลังจากนี้ ข้าพเจ้าก็ได้มองดู และดูเถิด อีกตัวหนึ่งเหมือนเสือดาว ซึ่งบนหลังของมันมีปีกของนกสี่ปีก สัตว์นั้นมีหัวสี่หัวด้วย และอำนาจครอบครองถูกมอบไว้แก่มัน 7หลังจากนี้ ข้าพเจ้าได้เห็นในบรรดานิมิตกลางคืน และดูเถิด สัตว์ตัวที่สี่ ร้ายกาจและน่ากลัว และแข็งแรงยิ่งนัก และมันมีฟันเหล็กซี่ใหญ่ มันกินและหักเป็นชิ้น ๆ และกระทืบสิ่งที่เหลือนั้นเสียด้วยเท้าของมัน และมันต่างกับสัตว์อื่นทั้งสิ้นที่อยู่ก่อนมัน และมันมีเขาสิบเขา 8ข้าพเจ้าพิเคราะห์เรื่องเขาเหล่านั้น และดูเถิด ในท่ามกลางเขาเหล่านั้นมีเขาเล็กอีกอันหนึ่งงอกขึ้นมา ต่อหน้ามันเขาสามอันในเขารุ่นแรกเหล่านั้นได้ถูกถอนรากออกไป และดูเถิด ในเขาอันนี้มีตาเหมือนตามนุษย์ และมีปากพูดเรื่องใหญ่โตทั้งหลาย 9ข้าพเจ้าได้มองดูจนมีหลายบัลลังก์ถูกโยนลง และผู้ทรงเจริญด้วยวัยวุฒิมาประทับ ผู้ซึ่งฉลองพระองค์ของพระองค์ขาวอย่างหิมะ และพระเกศาแห่งพระเศียรของพระองค์เหมือนขนแกะบริสุทธิ์ พระบัลลังก์ของพระองค์เป็นเหมือนเปลวเพลิงร้อนแรง และกงจักรของบัลลังก์นั้นเป็นเหมือนไฟลุก 10ธารไฟร้อนแรงพุ่งออกและไหลออกมาต่อพระพักตร์พระองค์ คนนับเป็นแสน ๆ ปรนนิบัติพระองค์ และคนนับเป็นโกฏิ ๆ ยืนอยู่ต่อพระพักตร์พระองค์ การพิพากษานั้นก็พร้อมแล้ว และหนังสือเหล่านั้นก็ถูกเปิดแล้ว 11แล้วข้าพเจ้าก็มองดู เพราะเสียงของบรรดาถ้อยคำใหญ่โตซึ่งเขาเล็กนั้นได้พูด ข้าพเจ้าได้มองดูจนสัตว์ตัวนั้นถูกฆ่าเสีย และศพของมันก็ถูกทำลาย และถูกมอบให้แก่เปลวเพลิงที่แผดเผา 12เกี่ยวกับเรื่องสัตว์เหล่านั้นที่เหลืออยู่ พวกมันถูกเอาราชอำนาจของพวกมันไปเสีย ถึงอย่างนั้นชีวิตของพวกมันก็ถูกยืดเวลาออกไปนานฤดูหนึ่งและวาระหนึ่ง 13ข้าพเจ้าได้เห็นในนิมิตกลางคืนเหล่านั้น และดูเถิด ผู้หนึ่งเหมือนบุตรมนุษย์ได้เสด็จมาพร้อมกับบรรดาเมฆแห่งท้องฟ้า และมาหาผู้ทรงเจริญด้วยวัยวุฒินั้น และพวกเขานำท่านมาเฝ้าต่อพระพักตร์พระองค์ 14และอำนาจครอบครอง และสง่าราศี และราชอาณาจักร ถูกมอบให้แก่ท่าน เพื่อบรรดาประชาชน ประชาชาติทั้งปวง และภาษาทั้งหลายจะปรนนิบัติท่าน อำนาจครอบครองของท่านเป็นอำนาจครอบครองนิรันดร์ซึ่งจะไม่มีวันสิ้นสุดไป และอาณาจักรของท่านเป็นอาณาจักรซึ่งจะไม่ถูกทำลายเลย 15ข้าพเจ้า ดานิเอล เป็นทุกข์ในจิตใจของข้าพเจ้าภายในตัวของข้าพเจ้า และนิมิตทั้งหลายแห่งศีรษะของข้าพเจ้ารบกวนข้าพเจ้า 16ข้าพเจ้าเข้าไปใกล้ท่านผู้หนึ่งที่ยืนอยู่ที่นั่น และถามท่านเกี่ยวกับความจริงของเรื่องราวนี้ทั้งหมด แล้วท่านก็บอกข้าพเจ้า และทำให้ข้าพเจ้าทราบความหมายของเรื่องเหล่านี้ 17สัตว์มหึมาเหล่านี้ ซึ่งมีสี่ตัว คือกษัตริย์สี่องค์ซึ่งจะขึ้นมาจากแผ่นดินโลก 18แต่บรรดาวิสุทธิชนแห่งองค์ผู้สูงสุดจะรับราชอาณาจักร และถือกรรมสิทธิ์ราชอาณาจักรนั้นสืบ ๆ ไปเป็นนิตย์ คือเป็นนิตย์และเป็นนิตย์ 19แล้วข้าพเจ้าก็อยากจะทราบความจริงอันเกี่ยวกับสัตว์ตัวที่สี่นั้น ซึ่งผิดแผกจากสัตว์อื่น ๆ ทั้งสิ้น น่าสะพรึงกลัวยิ่งนัก ซึ่งฟันของมันทำด้วยเหล็ก และเล็บเท้าของมันทำด้วยทองเหลือง ซึ่งกัดกิน หักเป็นชิ้น ๆ และกระทืบสิ่งที่เหลือนั้นเสียด้วยเท้าของมัน 20และเกี่ยวกับเขาสิบเขาซึ่งอยู่ในหัวของมัน และเกี่ยวกับเขาอีกอันนั้นซึ่งงอกขึ้นมา และต่อหน้าเขาอันนั้นสามเขาได้หลุดไป คือเกี่ยวกับเขาอันนั้นที่มีลูกตา และมีปากที่พูดหลายสิ่งที่ใหญ่โตมาก ๆ ซึ่งรูปลักษณ์ของเขานั้นอ้วนล่ำกว่าเพื่อน ๆ ของมัน 21ข้าพเจ้าได้มองดู และเขาอันเดียวกันนั้นทำสงครามกับวิสุทธิชนเหล่านั้น และมีชัยต่อพวกเขา 22จนกระทั่งผู้ทรงเจริญด้วยวัยวุฒิได้เสด็จมา และได้ประทานการพิพากษาแก่เหล่าวิสุทธิชนขององค์ผู้สูงสุดนั้น และถึงเวลาที่วิสุทธิชนเหล่านั้นได้ถือกรรมสิทธิ์ราชอาณาจักรนั้น 23ท่านผู้นั้นกล่าวดังนี้ว่า ‘สัตว์ตัวที่สี่นั้นจะเป็นราชอาณาจักรที่สี่บนแผ่นดินโลก ซึ่งจะผิดแผกจากราชอาณาจักรทั้งสิ้น และจะกินแผ่นดินโลกทั้งหมดนี้เสีย และจะเหยียบแผ่นดินโลกทั้งหมดลง และจะหักแผ่นดินโลกนั้นให้แตกออกเป็นชิ้น ๆ 24และเขาสิบเขานั้นซึ่งออกมาจากราชอาณาจักรนี้จะเป็นกษัตริย์สิบองค์ที่จะขึ้นมา และกษัตริย์อีกองค์หนึ่งจะขึ้นมาภายหลังพวกเขา และกษัตริย์องค์นี้จะผิดแผกจากกษัตริย์พวกแรกนั้น และกษัตริย์องค์นี้จะปราบกษัตริย์สามองค์ลง 25และท่านจะพูดบรรดาถ้อยคำใหญ่โตต่อต้านองค์ผู้สูงสุด และจะให้วิสุทธิชนทั้งหลายขององค์ผู้สูงสุดนั้นอิดหนาระอาใจ และคิดที่จะเปลี่ยนแปลงบรรดาวาระและกฎหมายทั้งหลาย และพวกเขาจะถูกมอบไว้ในมือของท่าน จนถึงหนึ่งวาระ และสองวาระ และครึ่งวาระ 26แต่การพิพากษานั้นจะนั่งบัลลังก์ และพวกเขาจะเอาราชอาณาจักรของท่านไปเสีย เพื่อจะเผาผลาญและทำลายมันเสียให้สิ้นสุด 27และราชอาณาจักร และอำนาจครอบครอง และความยิ่งใหญ่แห่งราชอาณาจักรนั้นภายใต้สวรรค์ทั้งสิ้น จะถูกมอบไว้แก่ประชาชนแห่งวิสุทธิชนทั้งหลายขององค์ผู้สูงสุดนั้น ผู้ซึ่งราชอาณาจักรของพระองค์เป็นราชอาณาจักรนิรันดร์ และอำนาจครอบครองทั้งสิ้นจะปรนนิบัติและเชื่อฟังพระองค์’ 28เรื่องราวก็สิ้นสุดลงเพียงนี้ สำหรับข้าพเจ้า ดานิเอล ความคิดทั้งหลายของข้าพเจ้าได้ทำให้ข้าพเจ้าเป็นทุกข์มาก และสีหน้าของข้าพเจ้าก็เปลี่ยนไปในตัวข้าพเจ้า แต่ข้าพเจ้าก็เก็บเรื่องราวนี้ไว้ในใจของข้าพเจ้า”

ความเป็นไปได้เชิงเทววิทยา: ความฝันอาจใช้ภาพพจน์ดึงผู้ฝันให้ครุ่นคิดเกี่ยวกับความเป็นกษัตริย์ของพระเจ้า การขึ้นลงของอำนาจ หรือความหวังเอสคาโตโลยีเกี่ยวกับอาณาจักรของพระเจ้า การตีความภาพเหล่านี้ต้องใช้ความถ่อมใจและความรู้เชิงเทววิทยา ไม่ใช่การคาดเดาลี้ลับ

3. ความฝันในฐานะการกระตุ้นด้านคุณธรรมหรือเสียงสำนึก

บางความฝันทำหน้าที่เป็นการแสดงภาพละครของการต่อสู้ทางจิตวิญญาณของสำนึก—นำความกลัวที่ซ่อนเร้น ความรู้สึกผิด หรือความปรารถนาขึ้นสู่จิตสำนึก เมื่อความฝันชวนให้บุคคลเอาจริงเอาจังทางศีลธรรมหรือกลับใจ มันจะทำเช่นนั้นในวิถีที่สอดคล้องกับคำเรียกร้องของพระคัมภีร์สู่ความบริสุทธิ์

Amos 3:7

แน่นอนองค์พระผู้เป็นเจ้าพระเจ้าจะไม่ทรงกระทำสิ่งใดเลย แต่พระองค์ทรงเปิดเผยความลับของพระองค์แก่บรรดาผู้รับใช้ของพระองค์ คือพวกผู้พยากรณ์

ความเป็นไปได้เชิงเทววิทยา: ความฝันที่ปลุกการสำนึกผิดหรือกระตุ้นให้กลับมาเชื่อฟังใหม่อาจเป็นเครื่องมืออภิบาลที่พระเจ้าใช้เพื่อนำบุคคลกลับสู่ชีวิตที่ซื่อสัตย์ การตีความเช่นนี้ควรได้รับการทดสอบโดยผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นและโดยการสอดคล้องกับบัญชาของพระเจ้า

4. ความฝันในฐานะปรากฏการณ์ทางธรรมชาติหรือการประมวลผลอารมณ์ (สั้น กระชับ)

ไม่ใช่ทุกความฝันจะมีน้ำหนักเชิงเทววิทยา พระคัมภีร์ไม่ยืนยันว่าทุกภาพยามค่ำคืนเป็นสารจากพระเจ้า พระคัมภีร์ให้สิทธิอำนาจหลักไว้ที่พระวจนะและพระวิญญาณ ไม่ใช่ที่ประสบการณ์ภายในที่ควบคุมไม่ได้

ความเป็นไปได้เชิงเทววิทยา: บางความฝันเป็นผลพลอยได้ตามธรรมชาติของการหลับ ความจำ หรือความเครียด ที่ปรึกษาความฝันที่รอบคอบจะแยกสาเหตุทางธรรมชาติเหล่านี้ออกจากความสำคัญเชิงจิตวิญญาณ และจะทำเช่นนั้นโดยไม่ปฏิเสธความเป็นไปได้ที่พระเจ้าบางครั้งจะทรงใช้วิถีธรรมดา

5. ข้อควรระวังต่อการอ้างการเผยอนาคตเชิงทำนาย

พระคัมภีร์ไม่รับรองคำทำนายส่วนตัวที่สามารถพิสูจน์ได้ซึ่งละเลยการทดสอบของชุมชนหรือความสอดคล้องกับพระคัมภีร์ คริสตจักรต้องหลีกเลี่ยงการให้ความมั่นใจทางจิตวิญญาณโดยอาศัยเพียงคำอ้างของผู้ตีความความฝันเพียงคนเดียว

1 John 4:1

พวกท่านที่รัก อย่าเชื่อวิญญาณทุก ๆ วิญญาณ แต่จงพิสูจน์วิญญาณเหล่านั้นว่าวิญญาณเหล่านั้นมาจากพระเจ้าหรือไม่ เพราะว่ามีผู้พยากรณ์เท็จเป็นอันมากออกไปในโลกแล้ว

1 Thessalonians 5:21

จงพิสูจน์ทุกสิ่ง จงยึดถือสิ่งที่ดีไว้ให้มั่น

ความเป็นไปได้เชิงเทววิทยา: ผู้ให้คำปรึกษาความฝันไม่ควรนำเสนอการตีความใดๆ เป็นคำทำนายเด็ดขาด แต่ควรนำเสนอมันเป็นการอ่านเชิงเทววิทยาที่เป็นสมมติฐานซึ่งเชื้อเชิญให้มีการอธิษฐาน การอ่านพระคัมภีร์ และการยืนยันจากชุมชน

การไตร่ตรองเชิงอภิบาลและการแยกแยะ

คริสเตียนที่ตอบสนองต่อความฝันหรือแสวงหาคำปรึกษาได้รับเชิญให้เข้าสู่การปฏิบัติทางจิตวิญญาณที่ให้ความสำคัญกับพระวจนะของพระเจ้าและปัญญาชุมชน ขั้นตอนปฏิบัติรวมถึงการยอมจำนนด้วยการอธิษฐานต่อพระเจ้า การอ่านพระคัมภีร์เพื่อดูว่าการตีความใดสอดคล้องกับคำสอนของพระคัมภีร์ และการแสวงหาคำปรึกษาจากผู้เชื่อผู้มีวุฒิภาวะ ผู้ปกครองฝ่ายอภิบาลและที่ปรึกษาควรเป็นแบบอย่างของความถ่อมใจ หลีกเลี่ยงความตื่นเต้นเกินเหตุ และเน้นการสร้างชีวิตจิตวิญญาณมากกว่าความอยากรู้อยากเห็น

James 1:5

ถ้าผู้หนึ่งผู้ใดในพวกท่านขาดสติปัญญา ก็จงให้ผู้นั้นทูลขอจากพระเจ้า ผู้โปรดประทานให้แก่คนทั้งปวงอย่างเหลือล้น และมิได้ทรงตำหนิ และสติปัญญานั้นจะประทานให้แก่ผู้นั้น

2 Timothy 3:16-17

16พระคัมภีร์ทุกตอนถูกประทานให้โดยการดลใจของพระเจ้า และเป็นประโยชน์สำหรับหลักคำสอน สำหรับการตักเตือน สำหรับการปรับปรุงแก้ไขให้ดี สำหรับการสอนในความชอบธรรม 17เพื่อคนของพระเจ้าจะดีพร้อม ถูกตระเตรียมอย่างครบถ้วนสำหรับการงานที่ดีทุกอย่าง

Hebrews 10:24-25

24และขอให้พวกเราพิจารณาดูกันและกัน เพื่อกระตุ้นให้มีความรักและการงานที่ดีต่าง ๆ 25โดยไม่ละทิ้งการร่วมประชุมด้วยกันของพวกเรา ตามแบบของบางคน แต่จงเตือนสติซึ่งกันและกัน และให้มากยิ่งขึ้นไปอีก เมื่อพวกท่านเห็นวันนั้นใกล้เข้ามาแล้ว

ข้อความเหล่านี้เน้นวิธีการอภิบาล: ขอพระเจ้าสำหรับปัญญา ให้พระคัมภีร์ปั้นการตีความ และมีส่วนร่วมกับคริสตจักรเพื่อความรับผิดชอบ การแยกแยะต้องการความอดทน—รอผลยืนยันและการสอดคล้องกับชีวิตแห่งพระคริสต์—มากกว่าความแน่นอนเชิงเทววิทยาทันที

สรุป

วัสดุจากพระคัมภีร์เกี่ยวกับความฝันให้รูปแบบเชิงสัญลักษณ์ที่อุดมสมบูรณ์และความระมัดระวังเชิงเทววิทยา ความฝันอาจเป็นเครื่องมือสื่อสารของพระเจ้า เป็นการสำรวจสำนึก หรือเป็นเพียงปรากฏการณ์ตามธรรมชาติ แนวทางคริสเตียนที่ซื่อสัตย์ต่อความฝัน—และต่อการทำงานของที่ปรึกษาความฝัน—มีลักษณะโดยความถ่อมใจ การทดสอบโดยยึดพระคัมภีร์ การไตร่ตรองด้วยการอธิษฐาน และความรับผิดชอบภายในกายของพระคริสต์ เมื่อคริสเตียนตีความความฝัน พวกเขาทำเช่นนั้นไม่ใช่ในฐานะผู้ตัดสินชะตากรรม แต่ในฐานะศิษย์ที่แสวงหาเพื่อแยกแยะพระประสงค์ของพระเจ้าในวิถีที่ให้เกียรติพระคัมภีร์และสร้างขึ้นคริสตจักร

Build a steady rhythm with Scripture

Read the Bible, capture notes, revisit linked verses, and keep your spiritual life connected.

Get started free